ประวัติศาสตร์ภูฏาน

ประเทศภูฏาน Bhutan (อ่านว่า พู-ตาน) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรภูฏาน (Kingdom of Bhutan) เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีขนาดเล็กและมีภูเขาเป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างประเทศอินเดียกับจีน ชื่อในภาษาท้องถิ่นของประเทศคือ Druk Yul (อ่านว่า ดรุก ยุล) แปลว่า “ดินแดนของมังกรสายฟ้า (Land of the Thunder Dragon) ”ภูฏานมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Druk Tsendhen เนื่องจากที่ภูฏาน ถือว่าเสียงสายฟ้าฟาดเป็นเสียงของมังกร ส่วนชื่อ ภูฏาน มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู-อุฏฺฏาน อันมีความหมายว่า “แผ่นดินบนที่สูง” (ในภาษาฮินดี สะกด भूटान ถอดเป็นตัวอักษรคือ ภูฏาน)
ความเป็นมาประเทศภูฏานชาวภูฏานปัจจุบันซึ่งเรียกว่า ดรุกปะ (Drukpas) ไม่ใช่เป็นพลเมืองดั้งเดิมของประเทศแห่งนี้ และอาณาเขตทางภูมิศาสตร์ในปัจจุบันก็มิใช่อาณาเขตดั้งเดิมเมื่อพันปีมาแล้ว อย่างไรก็ตามก็ได้มีผู้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตอนต้นไว้หลายทฤษฎี ทฤษฎีหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ประเทศแห่งนี้แต่เดิมเป็นที่อาศัยของเผ่าอินโด-มองโกลอยด์ ข้อสนับสนุนสำหรับเรื่องนี้ก็ตรงที่ได้พบพิธีกรรมโบราณ ภาพเขียนสีน้ำและเครื่องมือดนตรีของชาวภูฏานมีลักษณะคล้ายคลึงกับสิ่งเดียวกันนี้ของอาณาจักรฮินดูโบราณ อิทธิพลของศาสนาพุทธของธิเบตที่มีต่อภูฏาน ซึ่งศาสนาพุทธจากธิเบตก็ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีข้ออ้างอิงอีกว่า อาณาบริเวณที่เป็นประเทศภูฏานในปัจจุบันนี้ถูกปกครองโดยหัวหน้าเผ่าต่างๆกันมาก บางคนก็มีเชื้อสายชาวอินเดีย และมีความจงรักภักดีต่อผู้ปกครอง Kamrup (อัสลัม) นี่ก็เป็นเหตุผลพอฟังได้ แต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ที่เด่นชัดที่จะสนับสนุนทฤษฎีนี้ อันที่จริงและแน่นอนและเป็นที่ยอมรับกันก็คือ ภูฏานได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากวัฒนธรรมอันเดียว แม้ว่ามันจะเป็นอิทธิพลที่รับผ่านจากธิเบตก็ตาม กล่าวคือ การเข้ามาของศาสนาจากธิเบตได้เริ่มมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 แล้วขณะที่ธิเบตกำลังเป็นเพื่อนบ้านที่มีอำนาจมากขึ้นก็เป็นเวลาเดียวกับที่บรรดาหัวหน้าเผ่าต่างๆ ตามแว่นแคว้นต่างๆ ของภูฏานกำลังเสื่อมอำนาจ

 

 ประวัติศาสตร์ยุคราชวงศ์วังชุก 

จิกมี นัมเกล วังชุก เจ้าเมืองตองสา เมื่อชนะศึกภายนอกแล้วก็ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำฝ่ายฆราวาส แต่ศึกภายในยังไม่สงบ ได้เกิดความขัดแย้งกับสังฆราชาผู้นำศาสนจักรในขณะนั้น ไม่ลงรอยกันในการปกครองเมืองพาโร ทำให้เกิดการสู้รบกัน ชาวดรุกยุลส่วนมากเข้าร่วมสนับสนุน จิกมี นัมเกล ร่วมรบเต็มกำลัง เมื่อจิกมี นัมเกล ได้รับชัยชนะจึงแต่งตั้งให้ อุเกน วังชุก บุตรชายเป็นเจ้าเมืองพาโร แต่บรรดาแว่นแคว้นก็ยังไม่ยอมสยบ จิกมี นัมเกล จึงนำกำลังออกปราบจนราบคาบ และได้อำนาจการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ หลังจากรวมเมืองใหญ่น้อยเป็นหนึ่งเดียว จิกมี นัมเกล วังชุก จึงเป็นปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์วังชุก โดยมี อุเกน วังชุก ผู้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับบิดาร่วมปกครองเมืองสำคัญ เป็นรัชทายาท

อุเกน วังชุก สวรรคตในปี พ.ศ.2468 พระราชโอรสพระนามว่า จิกมี ดอร์จี วังชุก ขึ้นครองราชย์ต่อจากบิดาเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 ในปี พ.ศ. 2495 สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 3 จิกมี ดอร์จี วังชุก ทรงได้สมญานามว่า “พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่” พระองค์นำภูฏานเข้าสู่แผนพัฒนาแห่งชาติแห่งชาติ ทรงเปิดรับวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาในภูฏาน แต่พระราชาธิบดี จิกมี ดอร์จี วังชุก ก็มีพระชนมายุสั้น พระองค์สวรรคตที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2515

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก มกุฎราชกุมาร เข้าสู่พระราชพิธีราชาภิเษกเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2517 เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4 ขณะมีพระชนมายุ 18 พรรษา ท่ามกลางอาคันตุกะผู้มีเกียรติจากนานาประเทศ ในท่ามกลางพระราชพิธีทางโหราศาสตร์ ศาสนศาสตร์ และจารีตประเพณีแต่โบราณกาล หลังจากขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ได้รับการขนานนามว่าเป็น“พระบิดาแห่งปวงชน” จากการที่ทรงมีนโยบายยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาประเทศ

เจ้าฟ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมารสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมชุก พระราชบิดาของพระองค์ทรงสละราชสมบัติพระราชทานให้แก่เจ้าฟ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมาร พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2549

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังซุก ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก โดยทรงมีพระราชดำริในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างแรกด้วยการพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันชาติของภูฎาน หลังจากนั้นประมาณสองปี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 พระองค์ได้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกเป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังในกรุงทิมพู

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia.org

Facebook Comments
Show Buttons
Hide Buttons